ไข้รากสาดใหญ่




อาการ

 โรคไข้รากสาดใหญ่ทั้ง 3 ประเภทรวมถึงโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Rickettsia นี้ ในช่วงประมาณ 5 วันแรกอาการจะเหมือนกันได้แก่ มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หลังจากนั้นแต่ละโรคจะมีอาการเด่นที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมก็จะคล้ายคลึงกันคือ
 1. อาการไอ: ส่วนใหญ่เป็นอาการไอแห้งๆไม่มีเสมหะ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาด พบอาการไอได้มากถึง 70% ถ้าเป็นไข้รากสาดใหญ่จากหนูหรือไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ พบผู้ป่วยเกิดอาการได้น้อยกว่า
 2. ผื่นที่ผิวหนัง: ผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดและไข้รากสาดใหญ่จากหนูพบผื่นที่ผิวหนังได้ถึง 80% ในขณะที่ผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะพบเป็นผื่นได้ประมาณ 50% และหากเป็นคนในพื้นที่ที่มีความชุกของโรคสูงแล้วแทบจะไม่พบผื่นเลย ผื่นที่ขึ้นในช่วงแรกจะเป็นผื่นชนิดแบนเรียบสีแดง ต่อมาจะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ ผื่นจะเริ่มเกิดที่บริเวณลำตัวช่วงบน รักแร้ แล้วกระจายออกไปตามแขนและขาจนทั่วตัว ยกเว้นที่บริเวณใบหน้า ฝ่ามือและฝ่าเท้า ในไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดจะพบผื่นที่เป็นจุดเลือดออกเล็กๆด้วย (เรียกว่า Petechiae) ซึ่งแทบจะไม่พบในผู้ป่วยที่เป็นไข้รากสาดใหญ่จากหนูและไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ
 3. ต่อมน้ำเหลืองโต: อาจโตเฉพาะบางแห่งหรือโตทั่วตัว โดยมักจะคลำพบได้ในผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ แทบไม่พบในไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดและในไข้รากสาดใหญ่จากหนู
 4. อาการทางสมอง: เช่น สับสน สั่น ชัก ซึม เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาด ไข้รากสาดใหญ่ชนิดอื่นพบได้น้อยกว่า
 5. แผลที่ผิวหนัง (Eschar): พบเฉพาะในผู้ป่วยไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะ ไม่พบในไข้รากสาดใหญ่ชนิดอื่นๆ แต่จะพบในโรคอื่นๆที่เกิดจากแบคทีเรียกลุ่ม Rickettsia ได้ โดยจะเกิดตรงผิวหนังบริเวณที่ตัวไรอ่อนกัด เริ่มแรกจะปรากฏเป็นตุ่มนูนที่ไม่เจ็บ ต่อมาจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและแข็ง ตรงกลางของตุ่มจะเน่ากลายเป็นเนื้อตายสีดำดูคล้ายแผลที่ถูกบุหรี่จี้เรียกว่าแผล Eschar ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 60% ตำแหน่งที่มักจะพบได้แก่ รักแร้ ซอกคอ ขาหนีบ
 6. อาการอื่นๆ: ได้แก่ อาการตากลัวแสง (น้ำตาไหล ตาพร่าเมื่อเจอแสงสวาง) ตาแดง ปวดตา ตับโต ม้ามโต เป็นต้น

การติดต่อ

 เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม Rickettsia เป็นแบคทีเรียที่มีรูปร่าง หลายแบบ อาจเป็นแท่งสั้นๆ (Short bacilli) หรือเป็นรูปทรงกลมกึ่งแท่ง (Coccobacilli) เชื้อกลุ่มนี้มีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็ทำให้เกิดโรคที่แตกต่างกันไปได้แก่ เชื้อชนิด Rickettsia rickettsii ทำให้เกิดโรคไข้พุพองเทือกเขาร็อกกี้ (Rocky Mountain spotted fever) เชื้อชนิด Coxiella burnetii ทำให้เกิดโรคไข้คิว (Q fever) เป็นต้น เชื้อกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในแมลงต่างๆคือ เหา ไร เห็บ หมัด ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อโรคมาสู่คน สำหรับโรคไข้รากสาดใหญ่เองก็มีสาเหตุจากเชื้อ Rickettsia แต่ละชนิดคือ
 1. ไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาด มีสาเหตุจากเชื้อชนิด Rickettsia prowazekii มีเหา (Louse) เป็นพาหะนำเชื้อโรคจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า Louse-borne typhus โดยเหาจะรับเชื้อมาจากคนที่เป็นโรคนี้จากการดูดเลือด หลังจากนั้นเชื้อโรคก็จะเข้าไปอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของตัวเหา เหาที่มีเชื้อโรคนี้เมื่อติดไปยังคนอื่นและได้ดูดเลือดกินก็จะถ่ายขี้ที่มีเชื้อโรคปนออกมา เมื่อคนเกาจนเป็นแผลถลอก เชื้อโรคก็จะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีแผลและทำให้เกิดโรคได้ในที่สุด สำหรับตัวเหาที่มีเชื้อโรคนี้อยู่ในตัวในที่สุดก็จะป่วยตายไปภายใน 2 - 3 สัปดาห์ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อก็คือผู้ที่เป็นเหาโดยเฉพาะเหาที่ลำตัวได้แก่ คนที่ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือซักเสื้อผ้า ผู้ที่อยู่ในค่ายกักกัน ค่ายผู้อพยพ ในคุก หรือพบในคนเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่อาศัย
 2. ไข้รากสาดใหญ่จากหนู มีสาเหตุจากเชื้อชนิด Rickettsia typhi เชื้อโรคอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของหมัดหนูและหมัดแมวและทำให้สัตว์เหล่านี้ติดเชื้อโรค แต่สัตว์จะไม่แสดงอาการใดๆ หมัดเหล่านี้บางครั้งบังเอิญติดมาสู่คนและกัดดูดเลือดคนเป็นอาหารได้ (เรียกคนว่าเป็น Accidental host) และเชื้อโรคจากขี้ของหมัดก็จะเข้าสู่ร่างกายคนและทำให้เกิดโรคได้ นอกจากนี้แล้วการติดเชื้ออาจเกิดได้โดยการหายใจเอาขี้ของหมัดที่มีเชื้คโรคเข้าสู่ร่างกายได้ด้วย สำหรับหมัดที่เชื้อโรคนี้อยู่ในตัวจะไม่ตายและตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคไปสู่ลูกในท้องของมันได้ด้วย ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้แก่ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับหนูหรือแมวที่มีหมัด
 3. ไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะหรือไข้รากสาดพุ่มไม้ มีตัวไรอ่อนเป็นพาหะจึงเรียกอีกชื่อว่าไข้รากสาดไรอ่อน (Chigger-borne typhus) เชื้อโรคอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของตัวไร (Mite) ซึ่งตัวไรมีระยะเจริญเติบโตอยู่ 4 ระยะ เฉพาะระยะที่เป็นตัวอ่อนที่เรียกว่า Chigger หรือไรแดง เท่านั้นที่จะอาศัยบนตัวสัตว์ตระกูลฟันแทะเช่น หนูกระรอก กระแต รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ และดูดเลือดกินเป็นอาหาร ตัวไรในระยะอื่นๆจะอาศัยอยู่ตามใบหญ้าใบไม้ใกล้ๆกับพื้นดิน ตัวไรเหล่านี้บางครั้งอาจติดมาสู่คนและกัดดูดเลือดคนเป็นอาหารได้ เรียกคนว่าเป็น Accidental host ตัวไรที่เชื้อโรคนี้อยู่ในตัวจะไม่ตายและตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อโรคไปสู่ลูกในท้องของมันได้ด้วย ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้แก่ ผู้ที่ทำงานอยู่กับต้นไม้หรือพุ่มเตี้ยๆ หรือการไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติต่างๆที่มีต้นไม้หรือพุ่มไม้เตี้ยๆ อนึ่งไข้รากสาดใหญ่ทุกประเภทสามารถเกิดได้ในคนทุกวัย เพศหญิงและเพศชายพบได้เท่าๆกัน

กลุ่มเสี่ยง

 เด็กหรือกลุ่มคนที่อาศัยอยู่- อาศัยในชุมชนแออัด ขาดการสาธารณสุขที่ดี ขาดความสะอาด และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับหนูหรือแมวที่มีหมัด

พฤติกรรมเสี่ยง

 1.ผู้ที่เป็นเหาโดยเฉพาะเหาที่ลำตัวได้แก่ คนที่ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือซักเสื้อผ้า ผู้ที่อยู่ในค่ายกักกัน ค่ายผู้อพยพ ในคุก หรือพบในคนเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่อาศัย
 2.อยู่ใกล้ชิดกับหนูหรือแมวที่มีหมัด
 3. ผู้ที่ทำงานอยู่กับต้นไม้หรือพุ่มเตี้ยๆ หรือการไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติต่างๆที่มีต้นไม้หรือพุ่มไม้เตี้ยๆ

การป้องกัน

 โรคไข้รากสาดใหญ่ป้องกันได้โดย
 1. การป้องกันตนเองจากการเป็นโรคไข้รากสาดใหญ่ชนิดระบาดคือ การป้องกันตนเองไม่ให้เป็นเหาโดยเฉพาะการเป็นเหาที่ลำตัวได้แก่ การอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน การไม่ใช้เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวอื่นๆร่วมกับผู้อื่น เมื่อพบว่าตนเองเป็นเหาก็ต้องรีบรักษา เป็นต้น
 2. การป้องกันตนเองจากการเป็นไข้รากสาดใหญ่จากหนูคือ การป้องกันการถูกหมัดจากหนูและแมวกัดได้แก่ การกำจัดหมัดให้แมวหรือหนูพันธุ์ที่เลี้ยงไว้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนหนูบ้านที่ไม่ได้เลี้ยงไว้ก็พยายามกำจัดให้หมดไป รวมทั้งการเก็บอาหารที่หนูจะมากินให้มิดชิด กำจัดขยะให้ถูกวิธี
 3. การป้องกันตนเองจากการเป็นไข้รากสาดใหญ่จากป่าละเมาะคือ การป้องกันการถูกไรกัด ได้แก่ การใส่เสื้อผ้าแขนขายาวให้มิดชิดเมื่อจะต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับพุ่มไม้หรือต้นไม้เตี้ยๆ หรือเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆที่มีต้นไม้พุ่มไม้เตี้ยๆ และหากจะนั่งหรือนอนอยู่กับต้นไม้ควรทายากันแมลง เป็นต้น



ที่มารูปภาพ : https://www.thaich8.com
ที่มาวีดีโอ : https://www.youtube.com/watch?v=3wVQkcHSeQY