หนองในเทียม




อาการ

 1.ในฝ่ายชาย ประมาณ 50% จะไม่มีอาการของโรคแสดงออกมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นมักจะมีอาการเกิดขึ้นหลังการติดเชื้อประมาณ 1-4 สัปดาห์ โดยจะมีอาการแสบที่ปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัด และมีหนองไหล ซึ่งจะมีลักษณะเป็นมูกใสหรือมูกขุ่น ๆ ไม่เป็นหนองข้นแบบหนองในแท้ และจะออกซึมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ออกมากแบบหนองในแท้ (ถ้าให้ผู้ป่วยถ่ายปัสสาวะลงในแก้วใส ๆ แล้วใช้ไฟฉายส่องดูจะเห็นเป็นเส้นขาว ๆ คล้ายกับเส้นด้ายลอยอยู่) ผู้ป่วยบางรายในระยะแรกอาจสังเกตว่ามีอาการแสบที่ท่อปัสสาวะ และมีมูกออกเล็กน้อยเฉพาะในช่วงเช้าเท่านั้น หากไม่ได้รับการรักษา อาการเหล่านี้อาจจะเป็นแบบเรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี นอกจากนี้ยังอาจรู้สึกแสบหรือคันที่บริเวณอวัยวะเพศได้ด้วย
 2.ในฝ่ายหญิง ส่วนมากมักจะไม่มีอาการแสดงออกมา (มากกว่า 75%) ในส่วนน้อยอาจมีอาการตกขาว โดยแบคทีเรียจะทำให้เกิดโรคที่ปากมดลูกและที่ท่อปัสสาวะ ทำให้ผู้หญิงในกลุ่มนี้มักมีตกขาวผิดปกติหรือปัสสาวะแสบขัด ในกรณีที่การติดเชื้อลามไปถึงท่อนำไข่ อาจมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ แต่ในกรณีที่มีอาการ จะทำให้มีอาการปวดท้องน้อย ปวดหลัง คลื่นไส้ มีไข้ ปวดท้องน้อยในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ หรือมีเลือดออกผิดปกติในระหว่างรอบเดือน และการติดเชื้อหนองในเทียมยังสามารถกระจายไปที่ลำไส้ตรงซึ่งเป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ที่ต่อกับทวารหนักได้ด้วย
 3.ทั้งสองฝ่าย หากมีเพศสัมพันธ์ทางปาก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในลำคอ ก่อให้เกิดอาการเจ็บคอเรื้อรัง หากมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก อาจทำให้เกิดอาการปวดบริเวณทวารหนัก มีน้ำหรือเลือดออกจากทวารหนักได้

การติดต่อ

 มักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ (โดยไม่สวมถุงยางอนามัยในขณะมีเพศสัมพันธ์) ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก ซึ่งรวมถึงการที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย หรือผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง ก็สามารถทำให้ติดเชื้อหนองในเทียมได้เช่นกัน (เพราะเชื้อหนองในเทียมสามารถติดต่อได้ทางทวารหนัก หรือจากการที่อวัยวะเพศสัมผัสกัน) นอกจากนี้ยังอาจติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกในขณะที่มีการคลอดปกติทางช่องคลอดได้อีกด้วย

กลุ่มเสี่ยง


 ผู้ที่มีคู่นอนจำนวนมาก (ยิ่งมีคู่นอนมากเท่าไร โอกาสการติดเชื้อก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น), เด็กวัยรุ่นโดยเฉพาะผู้หญิงที่เยื่อบุปากมดลูกยังไม่มีการพัฒนาอย่างเต็มที่ (มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นหากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาดังกล่าว)

พฤติกรรมเสี่ยง


 1.การมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะทางทวารหนัก ปาก หรือทางช่องคลอด
 2.หนองในเทียมอาจติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะมีการคลอดทางช่องคลอด
 3.คนที่มีคู่นอนมาก หรือมีเพศสัมพันธ์อายุน้อยจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อนี้เพิ่มขึ้น
 4.มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันด้วยถุงยางอนามัย

การป้องกัน

 1.เลือกมีคู่นอนเพียงคนเดียว และจะแน่นอนยิ่งขึ้นหากคู่นอนได้รับการตรวจแล้วว่าไม่มีการติดเชื้อใด ๆ ส่วนวิธีอื่นที่ได้ผลก็ได้แก่ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี
 2.หลีกเลี่ยงการเที่ยวกลางคืนหรือการสำส่อนทางเพศ และถ้าจะหลับนอนกับคนอื่นหรือคนที่สงสัยว่าจะมีเชื้อ ควรใช้ถุงยางอนามัยเสมอ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคนี้ได้เกือบ 100% (ส่วนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ อาจจะได้ผลไม่เต็มที่ และยังมีโอกาสติดเชื้อได้บ้าง)
 3.ในผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีอายุ 25 ปีหรือน้อยกว่า และผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 25 ปีและมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่มีคู่นอนคนใหม่ หรือมีคู่นอนในช่วงเวลาเดียวกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคหนองในเทียมอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปีเพื่อความมั่นใจ และอาจจะตรวจมากกว่า 1 ครั้งต่อปีในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือตรวจตามคำแนะนำของแพทย์
 4.ควรดื่มน้ำก่อนร่วมเพศและถ่ายปัสสาวะทันทีหลังร่วมเพศ หรือฟอกล้างสบู่ทันทีหลังร่วมเพศ อาจช่วยลดการติดเชื้อลงได้บ้าง แต่ไม่ใช่ว่าจะได้ผลทุกราย
 5.กินยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคภายหลังการร่วมเพศอาจได้ผลบ้าง แต่ต้องเป็นยาชนิดและขนาดเดียวกันกับที่ใช้ในการรักษา (ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยคุ้มเท่าใดนัก สู้รอให้ผลตรวจออกมาหรือมีอาการแสดงออกมาแล้วค่อยรักษาไม่ได้ อีกทั้งยังไม่อาจป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย)
 6.การกินยาล้างลำกล้อง ซึ่งเป็นยาระงับเชื้อ (Antiseptic) ไม่ใช่ยาทำลายเชื้อ จึงไม่ได้ผลในการป้องกัน (ยานี้กินแล้วจะทำให้ปัสสาวะเป็นสีแปลก ๆ เช่น สีแดง สีเขียว)
 7.หากมีอาการที่บ่งชี้ว่ากำลังเป็นโรคหนองในแท้ หนองในเทียม หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์และรีบไปพบแพทย์ เพราะหากผลตรวจออกมาพบว่าเป็นโรคหนองในเทียม และผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังที่กล่าวมาได้ นอกจากนี้ยังต้องแจ้งให้คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยภายในช่วง 60 วันที่ผ่านมาได้ทราบเพื่อเข้ารับการตรวจรักษาที่เหมาะสมจนกว่าจะหายดี ก่อนที่จะเริ่มมีเพศสัมพันธ์อีกครั้ง



ที่มารูปภาพ : https://health.kapook.com
ที่มาวีดีโอ : https://www.youtube.com/watch?v=ceCPWlv2VXo