โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา




อาการ

 หลังจากได้รับเชื้อประมาณ2-21วัน(ระยะฟักตัว) ระยะแรกจะมีอาการดังต่อไปนี้
   -ไข้ หนาวสั่น
   -ปวดศีรษะอย่างมาก
   -ปวดกล้ามเนื้อและปวดข้อ
   -เจ็บคอ
   -อ่อนเพลีย
   -ท้องร่วง
 อาการของโรคจะเป็นมากขึ้นเป็นลำดับ และมีอาการอีโบล่า
   -คลื่นไส้ อาเจียน
   -ท้องร่วงซึ่งอาจจะมีเลือดออกทางเดินอาหาร ถ่ายเป็นเลือด
   -ตาแดง
   -มีผื่นนูน
   -ไอ เจ็บหน้าอก
   -จุกแน่นบริเวณกระเพาะอาหาร
  &emsp-น้ำหนักลด
  &emsp-มีเลือดออกทางจมูก ปาก ทวาร หู ตา
  &emsp-บวมอวัยวะเพศ

การติดต่อ

 การติดต่อจากสัตว์สู่คน
 คนจะได้รับเชื้อไวรัสอีโบลาจากสารหลั่งของสัตว์ทาง
 1.เลือดของสัตว์ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารสัตว์ป่าที่ไม่สุก
 2.ของเสียของสัตว์ เช่นอุจาระค้างคาวในถ่ำ
 การติดต่อจากคนสู่คน
 1.สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อจะยังไม่สามารถติดต่อไปยังผู้อื่นหากยังไม่เกิดอาการ
 2.คนจะติดเชื้อเมื่อดูแลผู้ป่วยใกล้ชิด
 3.สำหรับบุคลากรทางการแพทย์จะติดเชื้อนี้หากไม่ป้องกันตัวเองเช่น ไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่สวมถุงมือ
 4.ยังไม่มีหลักฐานว่ายุงจะเป็นพาหะของโรค
 การแพร่เชื้อของโรคอีโบล่า
 การแพร่เชื้อจากคนสู่คนของอีโบลามีได้หลายวิธีส่วนใหญ่จะแพร่จากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งทางการสัมผัสโดยตรง (ผ่านทางเยื่อบุต่างๆเช่น ตา จมูก ปาก และแผลที่ผิวหนัง)โดยผ่านทาง
 1.การสัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่งเช่น ปัสสาวะ น้ำลาย เหงื่อ อุจาระ อาเจียน น้ำนม น้ำเชื้อ จากคนที่ป่วย
 2.เข็มฉีดยา หรือ syringesที่ปนเปื้อนเชื้อ
 3.สัตว์ที่ป่วย
 4.ทางอาหารโดยรับประทานอาหารที่มีเชื้อ(อาหารป่า) ยังไม่มีหลักฐานว่ายุงจเป็นตัวนำเชื้อโรค สำหรับบุคคลากรทางการแพทย์หากไม่สวมหน้ากากอนามัย เสื้อคลุม ถุงมือ แว่นตา จะมีโอกาศติดเชื้อสูง สำหรับผู้ที่หายจะโรคควรจะงดการมีเพศสัมพันธ์ 3 เดือน หรือให้สวมถุงยางอนามัย

กลุ่มเสี่ยง

 ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อEbola มีดังนี้
 1. ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดในอดีต
 2. นักวิจัยที่ต้องศึกษาเชื้อโรค
 3. ผู้ที่ต้องแต่งหน้าศพที่ติดเชื้อ
 4. เจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วย ญาติ เพื่อนใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
 5. ผู้ที่ทำอาหารป่า

พฤติกรรมเสี่ยง

 1.ได้สัมผัสโดยตรงกับผู้ที่มีการติดเชื้อหรือผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อ ซึ่งไวรัสสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายวันภายนอกร่างกาย
 2.ใช้เข็มหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลา
 3.มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย พบว่าเชื้อไวรัสอีโบลายังคงอยู่ในน้ำอสุจิได้อีกหลายเดือนหลังจากที่โรคหายแล้ว
 4.สัมผัสหรือรับประทานอาหารป่าแบบดิบหรือสุก

การป้องกัน

 การป้องกันการติดเชื้อไวรัสอีโบลา Ebola ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อไวรัสอีโบลา
 1.หลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวยังพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อ ก่อนจะไปเที่ยวให้ตรวจสอบพื้นที่ระบาดก่อนท่องเที่ยว
 2.ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆโดยใช้น้ำเปลา และสบู่ หรือใช้แอลกอฮอลล์สำหรับล้างมือหากไม่มีน้ำหรือสบู่
 3.ไม่มีเพศสัมพันธ์กับตนในพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรค
 4.หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย
 5.ผักและผลไม้ต้องล้างให้สะอาด
 6.หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ป่าอาหารป่า
 7.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งเช่น น้ำเหลือง เลือด น้ำลาย น้ำจากช่องคลอด น้ำเชื้อของผู้ป่วย
 8.หลีกเลี่ยงของประจำตัวของผู้ป่วยเช่น เสื้อผ้า ผ้าคลุมเตียง เข็ม อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพราะอาจจะมีเชื้อปนเปื้อน
 9.สำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะต้องสวมถุงมือ หน้ากากอนามัย เส้ือคลุ่ม แว่นตาเมื่อต้องดูแลผู้ป่วย
 10.ศพของผู้เสียชีวิตยังสามารถแพร่เชื้อได้ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่นอนในโรงพยาบาลที่มีคนป่วยด้วยโรคอีโบลา
 11.หากอยู่ในแหล่งระบาดจะต้องเฝ้าดูอาการอีก 21 วัน
 สำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์
 สวมอุปกรณ์ป้องกันตัวเอง เช่นหน้ากากอนามัย แว่นตา เสื้อคลุม ถุงมือ หมวก
 1.แยกผู้ป่วยติดเชื้ออีโบลาจากผู้ป่วยอื่น
 2.จัดการเรื่องศพให้ดีเพราะเกิดการแพร่เชื้อจากศพได้
 3.แจ้งเจ้าหน้าที่หากท่านสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
 4.ให้ปฏิบัติงานตามมาตรฐานการป้องกันการติดเชื้อ



ที่มารูปภาพ : http://beezab.com
ที่มาวีดีโอ : https://www.youtube.com/watch?v=DP8jAdiXLU8