ไข้กาฬหลังแอ่น




อาการ

 1. ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Meningococcemia) ในช่วงแรก ผู้ป่วยจะแสดงอา การของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนซึ่งไม่จำเพาะ ได้แก่ ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมาจึงจะมีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย โดยอาการจะเป็นอยู่ 1-2 วัน แล้วตามด้วยการเกิดผื่นที่ผิวหนัง ซึ่งเป็นลักษณะที่ค่อนข้างจำเพาะของโรคนี้ คือเริ่มต้นจะเป็นผื่นแบบแบนราบสีแดงจางๆ ต่อมาจะเกิดจุดเลือดออกเล็กๆ สีแดงเข้ม ขนาด 1-2 มิลลิเมตร ในบริเวณผื่นเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่า Petechiae โดยมักพบตามลำตัว ขา และบริเวณที่มีแรงกดบ่อยๆ เช่น ขอบกางเกง ขอบถุงเท้า บริเวณอื่นๆที่จะพบได้คือ ใบหน้า มือ แขน เยื่อบุตา เยื่อบุช่องปาก จุดเลือดออกเหล่านี้บางครั้งอาจกลายเป็นตุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่มีเลือดออกเรียกว่า Hemor rhagic bullae ซึ่งอาจเกิดการเน่าและกลายเป็นเนื้อตายได้ หากผู้ป่วยเกิดเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมด้วย ก็จะมีอาการปวดต้นคอ คอแข็ง หลังแข็ง และซึมร่วมด้วย
 2. ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดชนิดที่มีอาการรุนแรง (Fulminant meningococce mia) อาการจะคล้ายกับผู้ป่วยกลุ่มข้างต้น แต่จะรุนแรงกว่า คือจะมีไข้สูง อ่อนเพลียมาก จุดเลือดออกจะขยายเป็นจ้ำเลือดขนาดใหญ่มีสีแดง หรือม่วงคล้ำ เรียกว่า Purpura และจะเกิดภา วะความดันโลหิตต่ำจนช็อกได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เกิดการล้มเหลวของการทำงานของอวัยวะต่างๆ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ก็จะเสียชีวิตได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง การตรวจศพในผู้ป่วยที่เสียชีวิต(ตาย)ในกลุ่มนี้ ทุกรายจะพบเลือดออกในต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก เนื่องจากต่อมหมวกไตทำหน้าที่ผลิตฮอร์ โมนที่ควบคุมความดันโลหิต เรียกภาวะที่มีเลือดออกในต่อมหมวกไตและทำให้เกิดภาวะช็อกนี้ว่า Waterhouse-Friderichsen syndrome ผู้ป่วยในกลุ่มนี้โดยมากแล้วจะไม่เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบร่วมด้วย
 3. เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีอาการที่ไม่แตกต่างจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อชนิดอื่นๆ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดต้นคอ คอแข็ง หลังแข็ง อาจมีหลังแอ่น และจะซึมลง อาการแสดงของผื่นที่เป็นลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจะไม่ปรากฏในผู้ป่วยกลุ่มนี้ อนึ่ง มีผู้ป่วยส่วนน้อยที่ติดเชื้อแล้วเกิดปอดอักเสบ หรือข้ออักเสบ หรือเยื่อหุ้มหัวใจอัก เสบ โดยที่ไม่เกิดภาวะติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดเช่นกัน

การติดต่อ

 การติดเชื้อจะเกิดเฉพาะจากคนสู่คน ไม่มีสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคหรือเป็นแหล่งรังโรค การติดต่อเกิดโดยการหายใจเอาเชื้อแบคทีเรียที่กระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย หรือของผู้ที่เป็นพาหะ หรือการสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งเหล่านี้แล้วนำมาสัมผัสกับเยื่อบุจมูก ตา หรือปากของเรา ผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วย หรืออาศัยอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่นที่เกิดภาวะติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด จะมีโอกาสติดเชื้อจากผู้ป่วยมากกว่า 400 เท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วไปๆที่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
 การติดต่อจะผ่านทาง
  - เยื่อเมือกในปาก จมูก เช่นการจูบปาก การเป่าปากและจมูก หรือใบหน้าใกล้ชิดกันเป็นเวลานาน
  - เสมหะหรือน้ำลายผู้ป่วย
เชื้อนี้จะติดต่อทางน้ำลาย หรือเสมหะ โดยการสูบบุหรี่ร่วมกัน ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน จูบปากกัน หรือการผายปอดช่วยชีวิต

กลุ่มเสี่ยง

 บุคคลที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่มีผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น เช่น ค่ายทหาร หอพัก สถานเลี้ยงเด็ก ชุมชนแออัดต่างๆ

พฤติกรรมเสี่ยง

 1.อยู่ใกล้ผู้ป่วยแล้วหายใจเอาเชื้อแบคทีเรียที่กระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย
 2.สัมผัสกับสิ่งคัดหลั่ง ละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายนี้แล้วนำมาสัมผัสกับเยื่อบุจมูก ตา หรือปากของเรา

การป้องกัน

 การดูแลตนเองและการป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น คือ
 1. หากมีบุคคลได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียว กัน รวมทั้งผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น ผู้ที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรกินยาปฏิชีวนะสำหรับป้องกันการติดเชื้อ เช่น ยา Ofloxacin, Ciprofloxacin, Azithromycin โดยกิน 1 ครั้ง หรือ กินยา Rifampin 2 วัน หรือใช้การฉีดยา Ceftriaxone 1 ครั้ง ทั้งนี้โดยมีแพทย์เป็นผู้แนะนำ ไม่ควรซื้อยากินเอง
 2. หากในพื้นที่ไหนมีรายงานพบผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นมากกว่า 3 คนขึ้นไปในช่วง เวลาไม่เกิน 3 เดือนและมีอัตราผู้ป่วยมากกว่า 10 คนต่อประชากร 100,000 คน จะถือว่าเกิดการระบาดของโรคขึ้น ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นควรได้รับวัคซีนหรือยาปฏิชีวนะสำหรับป้องกัน ตามคำแนะนำของแพทย์
 3. สำหรับบุคคลทั่วไปในสถานการณ์ปกติ การป้องกันการติดเชื้อและเป็นโรค อาศัยหลักทั่วๆไปในการป้องกันการติดเชื้อโรคที่มากับทางเดินหายใจ ได้แก่ หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่แออัด ผู้คนหนาแน่น อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หากจำเป็นต้องเข้าไป ควรสวมหน้ากากอนามัย ป้องกันตนเองจากการสัมผัสกับละอองน้ำมูก น้ำลาย จากผู้อื่น ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หรือปรุงอาหาร รักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น



ที่มารูปภาพ : http://www.webmd.com
ที่มาวีดีโอ : https://www.youtube.com/watch?v=nj14Bpu8bt8